Home
ภาคเหนือ
ภาคใต้
ภาคตะวันออก
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
เกี่ยวกับเรา
พระราชวังบางปะอิน     อ. บางไทร จ. อยุธยา
    พระราชวังบางปะอิน อยู่ห่างจากเกาะเมืองมาทางทิศใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร ประวัติความ
    เป็นมาตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าปราสาททองเป็นผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณ
    เกาะบางปะอินเป็นที่ประสูติของพระองค์และเป็นเคหสถานเดิมของพระมารดาซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านที่
    สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพบเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งแล้วเรือเกิดล่มตรงเกาะบางปะ
    อิน พระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
    ให้สร้างวัดขึ้นบนเกาะบางปะอินตรงบริเวณเคหสถานเดิมของพระมารดาในปีพ.ศ.2175 พระราชทานชื่อว่า
    “วัดชุมพลนิกายาราม” และให้ขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นกลางเกาะเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส แล้ว
    สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งที่ริมสระน้ำนั้นพระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
    พระราชวังบางปะอินได้รับการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้
    สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งสำหรับเป็นที่ประทับ มีเรือนแถวสำหรับฝ่ายในและมีพลับพลาริมน้ำ ต่อมาในสมัย
    รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นใน
    ปัจจุบันนี้ ซึ่งยังคงใช้เป็นที่ประทับ ที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆ
    เป็นครั้งคราว พระราชวังบางปะอินแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เขตพระราชฐานชั้นนอกและเขตพระราชฐาน
    ชั้นใน เขตพระราชฐานชั้นนอกใช้เป็นที่สำหรับการออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ ส่วนเขต
    พระราชฐานชั้นในใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์
    สิ่งที่น่าสนใจในเขตพระราชวังชั้นนอกของพระราชวังบางปะอินมีดังนี้
    หอเหมมณเฑียรเทวราช เป็นปรางค์ศิลาจำลองแบบจากปรางค์ขอม พระบาทสมเด็จพระ
    จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ.2423 เพื่อทรงอุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททองกษัตริย์
    กรุงศรีอยุธยา ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
    พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงทรงจตุรมุขอยู่กลางสระน้ำ รูปแบบ
    สถาปัตยกรรมแบบไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างเมื่อพ.ศ.2419 โดย
    จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯและพระราขทานนาม
    “ไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตามพระที่นั่งองค์แรกซึ่งพระเจ้าปราสาทโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เดิมพระที่นั่งสร้าง
    ด้วยไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด
    ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฉลอง
    พระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้
    สร้างขึ้น
    พระที่นั่งวโรภาษพิมาน อยู่ทางตอนเหนือของ “สะพานเสด็จ” รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรด
    เกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2419 เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้นใช้เป็นที่ตั้งประทับและท้องพระโรงร่วมกันต่อมา
    โปรดเกล้าฯให้รื้อสร้างใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่อด้วยอิฐ ทรงวิหารกรีกแบบคอรินเธียรออร์
    เดอร์ มีมุขตอนหน้า ใช้เป็นท้องพระ
    โรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี และเคยเป็นที่รับรองแขกเมืองหลายครั้ง สิ่งที่น่าชมภายใน
    พระที่นั่งวโรภาษพิมานได้แก่ อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยฝีมือประณีตและภาพเขียนสีน้ำมันเป็น
    เรื่องราวภาพชุดพระราชพงศาวดาร อีกทั้งภาพวรรณคดีไทยเรื่องอิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง และจันทร
    โครพ ตลอดจนเป็นที่เก็บเครื่องราชบรรณาการต่างๆ
    สภาคารราชประยูร เป็นตึกสองชั้นริมน้ำ ตรงข้ามพระที่นั่งวโรภาษพิมาน สร้างเมื่อพ.ศ.2422 ใน
    รัชกาลที่ 5 สำหรับใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้า และข้าราชบริพาร
    ส่วนเขตพระราชฐานชั้นในเชื่อมต่อกับเขตพระราชฐานชั้นนอกด้วยสะพานที่เชื่อมจากพระที่นั่งวโร
    ภาษพิมานกับประตูเทวราชครรไลซึ่งเป็นประตูทางเข้าพระราชฐาน สะพานนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีแนวฉาก
    คล้ายบานเกล็ดกั้นกลางตลอดแนวสะพานเพื่อแบ่งเป็นทางเดินของฝ่ายหน้าด้านหนึ่งและฝ่ายในอีกด้าน
    หนึ่งซึ่งฝ่ายในสามารถมองลอดออกมาโดยตัวเองไม่ถูกแลเห็น บริเวณพระราชฐานชั้นในประกอบด้วยที่
    ประทับ พลับพลาและศาลาต่างๆสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
    พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับสระน้ำ เป็นพระที่นั่งเรือนไม้ สองชั้น
    ตามแบบชาเลต์ของสวิสซ์คือมีเฉลียงชั้นบนและชั้นล่าง ทาสีเขียวอ่อน และสีเขียวแก่สลับกัน ภายใน
    ประดับตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้มะฮอกกานีจัดสลับลายทองทับที่สั่งจากยุโรปทั้งสิ้น นอกนั้นเป็นสิ่งของ
    หายากในประเทศอันเป็นเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาเขตรอบๆ มีสวนดอกไม้
    สวยงาม เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรได้เกิดเพลิงไหม้ขณะที่มีการซ่อมแซมเมื่อ
    วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ทำให้พระที่นั่งเสียหายไปกับกองเพลิงหมดสิ้นทั้งองค์คงเหลือแต่หอน้ำ
    ลักษณะคล้ายหอรบของยุโรปเท่านั้น ต่อมาในปีพ.ศ.2531 สำนักพระราชวังได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอ
    พระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิมทุกประการแต่เปลี่ยนวัสดุจากไม้เป็นอาคาร
    คอนกรีตแทน
    พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระที่นั่งองค์นี้มีนามเป็นภาษาจีนว่า “เทียน เม่ง เต้ย” (เทียน=เวหา, เม่ง
    =จำรูญ,เต้ย=พระที่นั่ง) พระยาโชดึกราชเศรษฐี(ฟัก)เป็นนายงานสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระ
    จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปีพ.ศ.2432 เพื่อเป็นพระที่นั่งสำหรับประทับในฤดูหนาว พระที่นั่งนี้เคยใช้เป็นที่
    รับรองเจ้านายต่างประเทศหลายคราวในสมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนมีลวดลาย
    แกะสลักงดงามวิจิตรยิ่ง โถงด้านหน้าปูด้วยกระเบื้องแบบกังไสเขียนด้วยมือทุกชิ้น
    เก๋งบุปผาประพาส เป็นตำหนักเก๋งเล็กอยู่กลางสวนริมสระน้ำในเขตพระราชวังชั้นใน สร้างในสมัยรัชกาลที่
    5 เมื่อปี พ.ศ. 2424
    หอวิฑูรทัศนา เป็นพระที่นั่งหอสูงยอดมน ตั้งอยู่กลางเกาะน้อยในสวนเขตพระราชวังชั้นใน
    ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรกับพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่ง 3 ชั้น มีบันไดเวียน เป็นหอส่อง
    กล้องชมภูมิประเทศบ้านเมืองโดยรอบ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2424
    อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือเรียกเป็นสามัญว่า อนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม
    ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระราชวัง ก่อสร้างด้วยหินอ่อนก่อเป็นแท่ง 6 เหลี่ยม สูง 3 เมตร บรรจุ
    พระสริรังคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
    เจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    อนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์และเจ้าฟ้าสามพระองค์หรืออนุสาวรีย์
    ราชานุสรณ์ ในปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเศร้าโศกเสียพระทัยเป็นอย่าง
    ยิ่งอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทรงสูญเสียพระอัครชายาเธอฯ พระราชโอรส และพระราชธิดาถึง 3 พระองค์ ในปี
    เดียวกัน คือ สมเด็จเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 พระอัครชายาเธอ
    พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2430 สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย เมื่อวันที่
    27 สิงหาคม พ.ศ. 2430 และสมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 ดังนั้นใน
    ปี พ.ศ. 2431 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึกทำด้วยหินอ่อนแกะสลักพระรูป
    เหมือนไว้ใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
    การเดินทาง
    รถยนต์ หากมาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นถนนพหลโยธิน พอมาถึงประตูน้ำพระอินทร์แล้วให้ข้าม
    สะพานวงแหวนรอบนอกจะมีทางแยกโดยให้เลี้ยวซ้ายประมาณบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวังบางปะ
    อินเป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร หรือจะผ่านเข้ามายังตัวเมืองอยุธยาพอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม
    (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายโดยผ่านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง ตัวอำเภอบางปะอินพอมาถึงสถานี
    รถไฟบางปะอินแล้วให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน
    รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารธรรมดากรุงเทพฯ-บางปะอิน ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนน
    กำแพงเพชร 2 ทุกวัน
    รถไฟ สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังสถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน จากนั้นต่อรถ
    สองแถว รถสามล้อเครื่อง หรือรถมอเตอร์ไซค์ไปยังพระราชวังบางปะอิน
    พระราชวังบางปะอินเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30
    บาท เด็ก นักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบ ต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาท พระภิกษุ
    สามเณร ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ 50 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนัก
    พระราชวังบางปะอิน โทร. (035) 261044, 261549
โปรแกรมท่องเที่ยวในประเทศ
โปรแกรมท่องเที่ยวต่างประเทศ
แพ็คเกจทัวร์
ข้อมูลท่องเที่ยว
ประเทศไทย
ภาคเหนือ :
แม่ฮ่องสอน ปาย , ทุ่งดอกบัวตอง , ปางอุ๋ง , บ้านรวมไทย ,ถ้ำแก้วโกมล , ถ้ำลอด , ดอยกองมู , ภูโคลน , กะเหรี่ยงคอยาว , บ้านรักไท , ดอยกองมู , น้ำตกแม่สุรินทร์ , วัดจองกลาง , วัดจองคำ , วัดก้ำก่อ , วัดน้ำฮู , วัดแม่เย็น
เชียงใหม่ ดอยอ่างขาง , ดอยอินทนนท์ , ห้วยน้ำดัง , ออบหลวง , ดอยสุเทพ , เวียงกุมกาม , กิ่วแม่ปาน , ม่อนจอง , หมีแพนด้า , สวนสัตว์เชียงใหม่ , พระำตำหนักภูพิงค์ ฯ , โป่งเดือดป่าแป๋
เชียงราย ภูชี้ฟ้า , ดอยตุง , สามเหลี่ยมทองคำ , ดอยแม่สลอง , วัดร่องขุ่น
พิษณุโลก ภูทับเบิก , ล่องแก่งลำน้ำเข็ก , ภูหินร่องกล้า
ลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวง , เงาพระธาตุกลับหัว , น้ำตกแจ้ซ้อน

ภาคใต้ :
กระบี่ ทะเลแหวก , สระมรกต , น้ำตกร้อน , อ่าวนาง , เกาะปอดะ , เกาะพีพี , ท่าปอม , คลองสองน้ำ
ตรัง ทะเลตรัง , ถ้ำมรกต , ถ้ำเลเขากอบ
พังงา หมู่เกาะสุรินทร์ , หมู่เกาะสิมิลัน
สตูล ตะรุเตา , เกาะหลีเป๊ะ

ภาคกลาง : สังขละบุรี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ภูกระดึง , ปราสาทหินพนมรุ้ง , อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม , ทุ่งดอกกระเจียว

ประเทศเพื่อนบ้าน
ลาว : ลาวเหนือ : หลวงพระบาง , หลวงพระบาง , วัดเชียงทอง , พระธาตุพูสี , พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าฟ้ามหาชีวิต
ลาวใต้ : หลี่ผี , คอนพะเพ็ง , ปราสาทวัดพู
เขมร : นครวัด , นครธม , บายน , บันทายสรี , ตาพรหม , โตนเลสาป , บันทายสำเหร่
พม่า : เชียงตุง , ชเวดากอง , หงสาวดี , ย่างกุ้ง , พุกาม , มัณฑะเลย์ , อมรปุระ , สกายน์ , เจดีย์มิงกุน
จีน : สิบสองปันนา , เชียงรุ้ง , กาหลั่นป้า , คุนหมิง , แชงกรีลา , ต้าลี่ , ลี่เจียง , จงเตี้ยน , เต๋อชิง , ธารน้ำแข็งหมิงหย่ง , จิ่วจ้ายโกว , จิ่วไจ้โกว , หวงหลง , จิ่วจ้ายพาราไดซ์ , จิ่วไจ้พาราไดซ์ , จิ่วจ้ายเทียนถาน , ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า , วัดเป่าเอิน
เวียดนาม : เวียดนามเหนือ : ฮานอย , ฮาลอง , ฮาลองบก , นิงห์บิงห์ , หุ่นกระบอกน้ำ , ทะเลสาบคืนดาบ , ฮวาลือ
เวียดนามกลาง : ฮอยอัน , เว้ , ดานัง , เทียนหมุ , ไคห์ดิ่ง , สุสานจักรพรรดิไคห์ดิ่ง , วัดฟุกเกี๋ยน

เทศกาลงานประเพณี : ผีตาโขน , ยี่เป็ง , งานพืชสวนโลก , งานราชพฤกษ์
ข้อมูลที่น่าสนใจ : นครวัด , เขมร , กระบี่ , คาราวาน

รวมข้อมูล โรงแรม - รีสอร์ท ทั่วไทย
เว็บไซท์เพื่อนบ้าน : Thairoomrate , TourThai , TripAngkor , Natureclub , beach Phang-Nga , KrabiSea
เว็บไซท์เพื่อนบ้าน : EZyTrip , TripAngkor , Natureclub , KrabiSea

ดำน้ำดูปะการัง หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน